• ใหม่!!! กัมเพสท์ ปูหน้าเค้ก

  • ใหม่!!! เคลือบโดนัทแบบเย็น

  • Dynasty Pacific Co.,Ltd.

  • Dynasty Pacific Co.Ltd.

  • Dynasty Pacific Co.,Ltd.

  • DYNASTY PACIFIC CO.,LTD.

  • Dynasty Pacific Co.,Ltd.

  • DYNASTY PACIFIC CO.,LTD.

  • Dynasty Pacific Co.,Ltd.

  • DYNASTY PACIFIC CO.,LTD.

  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • 6
  • 7
  • 8
  • 9
  • 10

Video Clip วิดีโอคลิป

Read More

Course คอร์สอบรม

 Read More

Recipe สูตรทำขนม

Read More

Manual คู่มือสูตรขนม

Read More

PRODUCTผลิตภัณฑ์ของเรา.

 

น้ำตาลโดนัท (Donut Sugar)

น้ำตาลโดนัทมีลักษณะเป็นผงละเอียดขาว หอม เย็น และไม่ละลาย เกาะติดเนื้อโดนัทได้เป็นอย่างดี ใช้คลุกหรือโรยบนโดนัท ช่วยเพิ่มรสชาติหอมหวานได้เป็นอย่างดี.

 

น้ำตาลไอซิ่ง (Icing sugar)

น้ำตาลไอซิ่งเป็นน้ำตาลทรายบดที่ละเอียดคล้ายผงแป้งละลายน้ำได้อย่างรวดเร็ว เป็นส่วนผสมสำคัญในการผลิตเบเกอรี่และขนม เช่นคุกกี้ พาย ครีมแต่งหน้าเค้ก ตุ๊กตาไอซิ่ง.

image
 


น้ำตาลป่น (Castor sugar)

น้ำตาลป่นเป็นน้ำตาลทรายบดละเอียดมี ลักษณะคล้ายน้ำตาลไอซิ่งแต่ไม่มีแป้งข้าวโพด ละลายน้ำได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้ความร้อน จึงช่วยให้ประหยัดทั้งเวลาและพลังงาน อีกทั้งได้สินค้าที่คุณภาพสม่ำเสมอ.

 

น้ำตาลฟองดองท์ (Fondant Sugar)

น้ำตาลฟองดองท์เป็นน้ำตาลสำหรับเคลือบหน้าโดนัทมีคุณสมบัติเกาะติดผิวได้ดี ผิวเคลือบหนา ไม่ไหลเยิ้ม เป็นเงางาม สร้างความหลากหลายให้กับการแต่งหน้าโดนัท.

 

น้ำตาลฮันนี่ดิพ (Honey Dip Sugar)

น้ำตาลฮันนี่ดิพเป็นน้ำตาลสำหรับชุบโดนัทโดยเฉพาะ สร้างผิวเคลือบใสเป็นเงางาม เห็นสีเหลืองทองของผิวโดนัท เกาะติดเนื้อโดนัทได้เป็นอย่างดี ไม่แห้งแตกร่อน ช่วยสร้างสัมผัสความหวานให้แก่โดนัท .

 
 
img

Welcome to Dynasty Pacific Co., Ltd.

บริษัท ไดนาสตี้ แปซิฟิก จำกัด เป็นผู้ผลิตน้ำตาลไอซิ่ง (Icing Sugar) น้ำตาลป่น (Castor Sugar) น้ำตาลฮันนี่ดิพ (Honey Dip Sugar) น้ำตาลฟองดองท์ (Fondant Sugar) น้ำตาลเกรซิ่ง (Glazing) และน้ำตาลคลุกโดนัท (Donut Sugar) ให้แก่อุตสาหรรมอาหาร ขนมอบ และเบเกอรี่มาตั้งแต่ปี2533 ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯได้รับการยอมรับจากช่างทำขนมและเบเกอรี่มืออาชีพมากว่า 20 ปี

 

เทคนิคการทำมัฟฟิน

1. ควรใช้เวลาในการผสมแป้งให้รวดเร็ว หากผสมแป้งนานเกินไปจะทำให้ขนมมีเนื้อที่เหนียวและแข็ง

2. อุณหภูมิที่เหมาะสมในการอบควรใช้ตั้งแต่ 375-400 องศาฟาเรนไฮต์ ลักษณะที่ดีของมัฟฟินจะต้องนูนและมีรอยแตกตรงกลาง ถ้าใช้อุณหภูมิที่อ่อนเกินไปจะทำให้ขนมที่ได้มีลักษณะที่แบน ไม่นูนสวย

3. ควรเปิดเตาอบและปรับอุณหภูมิล่วงหน้าประมาณ 15-20 นาทีก่อนการอบมัฟฟินทุกครั้ง เพื่อให้ได้อุณหภูมิที่ต้องการและความร้อนทั่วถึง

4.การวางมัฟฟินควรวางเรียงให้ห่างกันประมาณ 1 นิ้ว เพื่อให้ความร้อนกระจายไปทั่วทุกด้านของมัฟฟิน

5. การอบมัฟฟินควรอบแต่พอสุก สามารถสังเกตได้โดยการใช้ไม้ปลายแหลมจิ้มไปที่ตรงกลางของขนม หากไม่มีเนื้อเค้กติดขึ้นมากับไม้แสดงว่าสุก หรือใช้นิ้วสัมผัสบริเวณด้านหน้าเค้ก ถ้ารอยนิ้วนั้นถูกดันกลับมาแสดงว่าขนมสุก เพราะถ้าอบนานเกินจะทำให้เนื้อมัฟฟินหยาบแห้งและมีผิวหน้าที่แข็ง

6.ไม่ควรเปิดเตาอบบ่อยๆระหว่างที่อบมัฟฟิน เพราะจะทำให้มัฟฟินขึ้นไม่ดีเท่าที่ควร การเปิดเตาอบเพื่อดูความเหมาะสมจะทำได้เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 3 ใน 4 ของระยะเวลาที่อบ

7.การเก็บรักษา หากต้องการเก็บมัฟฟินไว้รับประทานต่อควรเก็บในภาชนะที่ปิดสนิทและเก็บไว้ในตู้เย็นเพื่อรักษาความชื้นให้อยู่ในมัฟฟิน ถ้าจะนำมารับประทานใหม่ควรอุ่นด้วยไมโครเวฟที่อุณหภูมิสูงเป็นเวลา 15 วินาที

8.กรณีที่ต้องการเก็บรักษามัฟฟินในช่องแช่แข็งนั้น ก่อนนำมารับประทานควรนำขนมออกมาคลายความเย็นที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง หรือนำเข้าไมโครเวฟเพื่อละลายน้ำแข็งแล้วค่อยอุ่นด้วยอุณหภูมิสูง

ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการทำมัฟฟิน

1. รอยริ้วบริเวณหน้าเค้ก มีสาเหตุดังนี้

1.1 ปริมาณของส่วนผสมที่ใช้ไม่เพียงพอ ทำให้เนื้อแป้งไม่รวมเข้ากับส่วนผสมเนยเป็นเนื้อเดียวกัน
1.2 กวาดส่วนผสมด้านข้างอ่างผสมไม่ทั่วถึง

2. มัฟฟินหน้าไม่แตกนูน

2.1 อุณหภูมิที่ใช้อบต่ำเกินไป
2.2 ระยะเวลาในการพักแป้งน้อยเกินไป

3. เนื้อผลไม้จมอยู่ก้นพิมพ์

3.1 คนหรือตีส่วนผสมเนยกับน้ำตาลมากเกินไป
3.2 ขนาดของผลไม้ใหญ่เกินไป จึงทำให้ส่วนผสมไม่สามารถพยุงน้ำหนักของผลไม้ได้

4. ขนมมีเนื้อหยาบ

4.1 ปริมาณผงฟูมากเกินไป
4.2 คนหรือตีส่วนผสมเนยน้อยเกินไป
4.3 อุณหภูมิของเตาอบน้อยเกินไป

5. เนื้อขนมแห้ง

5.1 ใช้ระยะเวลาในการอบนานเกินไป
5.2 ปริมาณไขมันและน้ำตาลน้อยเกินไป
5.3 ปริมาณแป้งมากเกินไป

6. เปลือกของมัฟฟินหนักและหนา

6.1 ปริมาณแป้งมากเกินไป
6.2 ใช้ระยะเวลาในการอบนานเกินไป
6.3 อุณหภูมิของเตาอบมากเกินไป

7. มัฟฟินมีขนาดเล็กกว่าปกติ

7.1 ปริมาณผงฟูน้อยเกินไป
7.2 อุณหภูมิของเตาอบมากเกินไป
7.3 พิมพ์มีขนาดใหญ่เกินไป